การสร้างฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ

loading...

ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทย 
         ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ลักษณะคือ การทำเป็นอาชีพหลักและอาชีพรอง ขนาดของฟาร์มที่ทำเป็นอาชีพมักมีขนาดใหญ่แบบครบวงจรหรือไม่ครบวงจร ซึ่งขึ้นอยู่กับงบประมาณของเจ้าของว่ามีความสามารถเพียงใด เช่น ฟาร์มจระเข้ที่สมุทรปราการ ฟาร์มปลาของบริษัทวังมัจฉา ฟาร์มกุ้งของบริษัทซีพี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใช้การลงทุนสูงโดยทำแบบครบวงจร คือ ทั้งเพาะพันธุ์ ขยายพันธุ์ เลี้ยง ส่งไปขาย แปรรูปผลิตภัณฑ์ ผลิตอาหารสัตว์น้ำเอง เป็นต้น แต่บางบริษัท เช่น บริษัทบางกอกฟาร์ม ซึ่งสั่งลูกปลาแฟนซีคาร์ปจากญี่ปุ่นเข้ามาเลี้ยงเพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งไปขายต่างประเทศ เนื่องจากการลงทุนในประเทศไทยต่ำกว่าที่ญี่ปุ่น
         ดังนั้นจึงมีหลายชาติที่สั่งแฟนซีคาร์พพันธุ์เดียวกันจากไทย ก็จะได้ปลาพันธุ์เดียวกันและขนาดเดียวกันในราคาที่ถูกกว่าสั่งซื้อจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นโดยตรง แม้ว่าการดำเนินงานของบริษัทนี้จะไม่ครบวงจร แต่ก็ทำรายได้ให้แก่เจ้าของมากมายพอสมควร ไม่แพ้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำที่ครบวงจรแห่งอื่นๆ สำหรับชาวประมงและเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยหรือไม่ต้องการความวุ่นวายมากก็อาจจะขุดบ่อเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้ง โดยซื้อพันธุ์ปลาพันธุ์กุ้งมาเลี้ยงพอโตได้ที่ก็จับขายเกษตรกรบางรายหารายได้พิเศษหลังฤดูทำนา โดยเลี้ยงปลาในนาข้าว บางรายเลี้ยงในร่องสวน พ่อค้าบางรายเริ่มต้นจากการซื้อปลาสวยงามมาเลี้ยงเป็นงานอดิเรกก่อน ต่อมาเมื่อปลาขยายเพิ่มมากขึ้นก็แจกจ่ายและแบ่งขาย นานเข้าก็เลยกลายเป็นพ่อค้าปลาสวยงามไปเลยก็มี

การเลือกสัตว์น้ำที่จะเลี้ยง
         ก่อนที่จะทำการเลี้ยงสัตว์ชนิดใด จำเป็นจะต้องทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องเสียก่อน เป็นต้นว่า สถานที่สำหรับทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำบริเวณนั้น เหมาะสมสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทไหน จึงจะคุ้มค่าต่อการลงทุน อาหารที่จะใช้เลี้ยงสัตว์น้ำนั้นหาง่ายหรือหายาก ตลาดทั้งไทยและต่างประเทศเป็นอย่างไร ราคาที่ขายกันตามท้องตลาดสูงต่ำแค่ไหน การลงทุนซื้อพ่อแม่พันธุ์หรือลูกพันธุ์มาเลี้ยง ตลอดจนอุปนิสัยของสัตว์น้ำแต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไร เป็นต้น 
         อย่างไรก็ตาม มีผู้ศึกษาพบว่า ในภาคอีสานของไทยเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์ เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาไน ปลานวลจันทร์เทศ ปลายี่สกเทศ ปลาสวาย เป็นต้น เพราะสามารถหาได้ง่าย ราคาถูกกว่าการเลี้ยงปลาที่กินเนื้ออย่างเดียว (เชิดศักดิ์, ๒๕๒๙) แถบภาคกลางเหมาะสมที่จะเลี้ยงสัตว์น้ำได้เกือบทุกอย่าง เช่น จังหวัดสมุทรปราการ นครปฐม ฉะเชิงเทรา มีการเลี้ยงจระเข้ กบ เต่า ตะพาบน้ำ เป็นต้น พื้นที่แถบชายฝั่งทะเล เช่น แถบจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ควรเลี้ยงกุ้ง ปลากะพงขาว หอยนางรม ปูทะเล เป็นต้น บริเวณทะเลสาบสงขลามีชาวประมงเลี้ยงปลาทะเลในกระชัง ตามอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนต่างๆ นิยมเลี้ยงปลาน้ำจืดในคอก ตามร่องสวนผัก สวนผลไม้ที่มีการถ่ายเทน้ำได้ดี อาจเลี้ยงปลากินเนื้อพวก ปลาดุก ปลาช่อน แม้แต่การเลี้ยงปลาสวยงามประดับบ้าน ก็ควรดูด้วยว่าจะเลี้ยงปลาน้ำจืดหรือน้ำเค็ม เช่น บริเวณกรุงเทพมหานครควรเลี้ยงปลาและเต่าน้ำจืด(เต่าญี่ปุ่นตัวเล็ก) เพราะหาน้ำจืดได้ง่ายและสะดวกกว่าน้ำทะเล ถ้าบ้านอยู่บริเวณชายทะเลควรเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มเพราะไม่ต้องซื้อน้ำทะเล โดยสามารถไปตักแล้วนำมาเปลี่ยนได้เลยจะประหยัดกว่าเลี้ยงสัตว์น้ำจืด 
         ประเภทการเลี้ยงสัตว์น้ำ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยทั่วไปมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้หลักเกณฑ์อะไรมาใช้ในการพิจารณาแบ่งประเภท เช่น การแบ่งประเภทโดยใช้อาหารและการให้อาหารเป็นหลัก หรือการแบ่งประเภทโดยการใช้อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงเป็นหลัก เป็นต้น 
๑. การเลี้ยงสัตว์น้ำโดยแบ่งประเภทตามอาหารและการให้อาหารเป็นหลัก 
         สัตว์น้ำที่เลี้ยงหลายชนิดสามารถหาอาหารได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้ามีการเพิ่มปุ๋ยและให้อาหารสมทบแล้ว จะทำให้มีการเจริญเติบโตดีให้ผลผลิตสูง วิธีการเลี้ยงสัตว์น้ำโดยใช้อาหารและการให้อาหารเป็นหลักนี้ สามารถแบ่งออกได้ ๔ ประเภท (ปกรณ์, ๒๕๓๐ และไชยา, ๒๕๓๖) ดังนี้คือ 
๑.๑ การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบไม่ประณีต(Extensive Farm) 
         เป็นการเลี้ยงสัตว์น้ำธรรมชาติโดยไม่ให้อาหารสมทบ ผู้เลี้ยงมักใช้วิธีตัดหญ้าหมักให้เน่าเป็นปุ๋ยข้างบ่อ เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติ สัตว์น้ำที่นิยมเลี้ยงโดยวิธีนี้ ได้แก่ ปลานิล ปลาตะเพียน กุ้ง เป็นต้น ผลผลิตโดยเฉลี่ยของการเลี้ยงโดยวิธีนี้ตกประมาณ ๕๐-๒๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ซึ่งนับว่าไม่คุ้มเพราะที่ดินมีราคาแพงมากขึ้นทุกปี 
๑.๒ การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบกึ่งประณีต(Semi-intensive farm) 
         เป็นการเลี้ยงแบบที่มีการเพิ่มปริมาณอาหารในบ่อเลี้ยง เช่น การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ หรืออาหารสมทบเป็นครั้งคราว มีการเติมและถ่ายเทน้ำบ้าง สัตว์น้ำที่นิยมเลี้ยงโดยวิธีนี้ได้แก่ ปลาตะเพียนขาว ปลาจีน ปลายี่สก กุ้ง เต่า ตะพาบน้ำ จระเข้ เป็นต้น ผลผลิตของการเลี้ยงโดยวิธีนี้จะสูงกว่าแบบแรก คือได้ผลผลิตประมาณ ๘๐-๓๐๐ กิโลกรัม/ไร่/ปี 
๑.๓ การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสาน (Integrated farm) 
         เป็นการดัดแปลงการเลี้ยงให้ดีขึ้น โดยเลี้ยงสัตว์บกหรือสัตว์ปีกใกล้บ่อปลา หรือปลูก โรงเลี้ยงไว้เหนือบ่อปลา เพื่อให้มูลสัตว์และเศษอาหารตกลงในบ่อสำหรับเพิ่มผลผลิตของสัตว์น้ำในบ่อต่อไป โดยทั่วไปจะมีอัตราส่วนในการเลี้ยง คือ หมู ๑ ตัวต่อปลาสวาย ๑๐๐ ตัว ไก่ ๑ ตัวต่อปลาสวายหรือปลานิล ๕-๑๐ ตัว เป็นต้น 
         การเลี้ยงกุ้งทะเลแบบผสมผสาน นิยมนำเอาพันธุ์ที่ได้จากการเพาะฟักมาปล่อยเลี้ยงรวมกับพันธุ์กุ้งธรรมชาติ โดยมีการให้อาหารสมทบ ใส่ปุ๋ย เพื่อเพิ่มปริมาณอาหารธรรมชาติ นอกจากนี้ควรขุดร่องให้ลึกและกว้างกว่าแบบธรรมชาติ โดยมีการถ่ายน้ำ เข้า-ออก เวลาน้ำขึ้น-ลง เมื่อเลี้ยงได้ ๒-๖ เดือน ก็ทยอยจับขาย จากนั้นก็ขุดลอกเลนตากหน้าดินเพื่อเตรียมบ่อสำหรับการเลี้ยงครั้งต่อไป 
๑.๔ การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบประณีต (Intensive farm) 
         หรือการเลี้ยงแบบพัฒนา หรือการเลี้ยงแบบเข้ม เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยสัตว์น้ำในอัตราที่หนาแน่น โดยให้อาหารสมทบเป็นหลัก เป็นเวลา เป็นประจำ มีระบบการถ่ายเทน้ำและระบบให้ ออกซิเจนที่ดี มีการควบคุมคุณภาพน้ำในบ่ออย่างต่อเนื่อง มีการป้องกันโรคและศัตรู รวมทั้ง การรักษาโรคอย่างถูกหลักวิชาการ การเลี้ยงแบบนี้เป็นวิธีการที่ให้ผลผลิตดีที่สุด แต่ต้องลงทุน สูงมาก เช่น การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงปลาบู่ในกระชัง การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม การ ลี้ยงกุ้งทะเล และการเลี้ยงกบ เป็นต้น

๒. การเลี้ยงสัตว์น้ำโดยแบ่งประเภทตามการใช้อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงเป็นหลัก 
         การเลี้ยงโดยวิธีนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น ๘ ประเภท คือ 
๒.๑ การเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อ 
         บ่อ หมายถึง ภาชนะที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ อาจเป็นบ่อดิน บ่อซีเมนต์ หรือถังน้ำไฟเบอร์ที่สามารถเก็บกักน้ำไว้เลี้ยงสัตว์น้ำได้ การเลี้ยงสัตว์น้ำโดยวิธีนี้มักดำเนินการในบริเวณที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ คลองส่งน้ำ เพื่อให้ง่ายต่อการถ่ายเทน้ำ โดยทั่วไปแล้วบ่อดินราคาจะถูกกว่าบ่อซีเมนต์จึงเป็นที่นิยมในหลายท้องที่ บ่อซีเมนต์เพิ่งเป็นที่นิยมเมื่อราคาที่ดินแพงขึ้น และนิยมใช้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบประณีตหรือระบบอุตสาหกรรม
         การเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อต้องใช้เนื้อที่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงในกระชัง จึงจำเป็นจะต้องมีระบบถ่ายเทน้ำและการให้ออกซิเจนที่ดี หากเป็นบ่อขนาดใหญ่จะทำให้การเตรียมบ่อและการกำจัดศัตรูสัตว์น้ำมีความยากและลำบากมากขึ้น 
ประเภทของบ่อจำแนกตามการใช้ประโยชน์ 
         ๑. บ่อเพาะพันธุ์หรือบ่อผสมพันธุ์ (breeding pond หรือ sprawing pond) เป็นบ่อที่ใช้สำหรับการผสมพันธุ์และวางไข่ของพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ หลังจากที่แม่พันธุ์วางไข่แล้ว อาจจะย้ายไข่ไปสู่บ่อฟักไข่หรืออุปกรณ์การเพาะฟักไข่สัตว์น้ำต่อไป ขนาดของบ่อเพาะพันธุ์โดยทั่วไปแล้วจะขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์น้ำ ถ้าพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำมีขนาดใหญ่ต้องใช้บ่อเพาะขนาดใหญ่ เช่น ปลาจีนต้องการบ่อเพาะขนาด ๑๐๐-๒๐๐ ตารางเมตร ลึก ๕๐-๗๐ เซนติเมตร ปลาสลิดต้องการบ่อเพาะขนาด ๑-๒ ตารางเมตร ลึก ๓๐-๕๐ เซนติเมตร การถ่ายเทน้ำที่ดีจะช่วยทำให้พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำมีไข่และน้ำเชื้อที่สมบูรณ์และแข็งแรง 
         ๒. บ่อฟักไข่ (hatching pond) หมายถึง บ่อที่ใช้ฟักไข่สัตว์น้ำหลังจากผสมแล้วจนกว่าจะออกเป็นตัว ซึ่งจะแตกต่างกันตามเทคนิคที่ใช้ในการฟักไข่ มีทั้งบ่อดินและบ่อคอนกรีต อาจดัดแปลงบ่อเพาะเป็นบ่อฟักไข่ก็ได้ บ่อฟักไข่นี้มักสร้างในโรงเรือนที่มีอุปกรณ์พิเศษ ขนาดของบ่อควรมีเนื้อที่ ๒-๕๐ ตารางเมตร ความลึก ๓๐-๕๐ เซนติเมตร บ่อฟักไข่กบมักเป็นบ่อคอนกรีตมีเนื้อที่ ๕-๔๐ ตารางเมตร บ่อฟักไข่ตะพาบน้ำควรมีความลึกไม่ต่ำกว่า ๐.๒๕ เมตร ภายในบรรจุทรายละเอียดและควรมีอ่างบรรจุน้ำตั้งอยู่เป็นระยะๆ ตามจำนวนรังที่ฝังไข่ 
         ๓. บ่ออนุบาล (nursery pong) เป็นบ่อสำหรับใช้เลี้ยงลูกสัตว์น้ำวัยอ่อน ภายหลังจากถุงไข่แดงยุบแล้วและลูกสัตว์น้ำวัยอ่อนเริ่มกินอาหาร ลูกสัตว์น้ำวัยอ่อนที่อยู่ในวัยอนุบาลนี้เป็นวัยที่อ่อนแอมากไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องดูแลให้ดีให้รอดพ้นจากศัตรู บ่ออนุบาลอาจะเป็นบ่อดิน ตู้กระจก บางแห่งใช้กระชังเล็กทำด้วยอวนไนลอนขนาดตาถี่แขวนลอยในบ่อใหญ่ บ่ออนุบาลในบ่อใหญ่ บ่ออนุบาลลูกปลา ลูกกุ้ง และลูกปู ควรมีเนื้อที่ 100?800 ตารางเมตร ลึกประมาณ ๕๐-๘๐ เซนติเมตร บ่ออนุบาลกบควรมีเนื้อที่ ๔-๔๐ ตารางเมตร บ่ออนุบาลตะพาบน้ำควรมีเนื้อที่ ๕-๕๐ ตารางเมตร 
         ๔. บ่อเลี้ยง (rearing pond) เป็นบ่อที่มีขนาดตั้งแต่ ๘๐๐ ตารางเมตร ขึ้นไป สำหรับใช้เลี้ยงสัตว์น้ำจนกว่าจะโตถึงขนาดส่งขายตลาด ขนาดของบ่อขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์น้ำ ทุน และเนื้อที่ดินที่มีอยู่ บ่อปลาและบ่อกุ้งควรมีเนื้อที่ ๘๐๐-๔,๘๐๐ ตารางเมตรหรือมากกว่า ๒ ไร่ขึ้นไป ลึกประมาณ ๐.๖-๔ เมตร บ่อเลี้ยงกบควรมีเนื้อที่ ๑๘-๔๐๐ ตารางเมตร บ่อเลี้ยงเต่าและตะพาบน้ำควรมีเนื้อที่ ๖๐๐-๔,๘๐๐ ตารางเมตรและลึก ๐.๘-๑.๕ เมตร 
         ๕. บ่อจับ (catching pond) เป็นบ่อขนาดเล็กใช้สำหรับกักเก็บสัตว์น้ำที่มีขนาดโตสำหรับขายตลาด มีขนาดตั้งแต่ ๑๐๐, ๔๐๐, ๘๐๐ ตารางเมตร ถ้าปริมาณของสัตว์น้ำค่อนข้างหนาแน่นจำเป็นต้องให้ออกซิเจนช่วยด้วย บางแห่งดัดแปลงมุมของบ่อเลี้ยงข้างใดข้างหนึ่งให้ลึกกว่าปกติ พอถึงช่วงจับก็ระบายน้ำออกจนถึงระดับมุมลึกนี้ สัตว์น้ำจะว่ายมาหลบอาศัยและทำการจับต่อไป 
         ๖. บ่อตกตะกอน (sedimentation pond) หมายถึง บ่อที่ใช้ในการเก็บกักน้ำและปรับปรุงคุณสมบัติของน้ำให้ดีก่อนนำไปใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทั่วไปแล้วถ้าน้ำที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำเป็นน้ำคลองมักขุ่นอาจมีเชื้อโรคและสารพิษติดตามมาต้องพักไว้ ๒-๓ วัน น้ำจึงจะใสและสามารถนำไปใช้เลี้ยงสัตว์น้ำได้ น้ำประปามีคลอรีนควรพักตากแดดอย่างน้อย ๘ ชั่วโมงก่อนนำไปใช้ น้ำบาดาลมีออกซิเจนน้อยอาจมีสนิมและตะกกอนแขวนลอยปะปนมาควรปรับปรุงคุณสมบัติของน้ำให้ดีก่อนนำไปใช้ 
         ๗. บ่อเก็บหรือบ่อพัก (storage หรือ holding pond) เป็นบ่อเก็บหรือพักสัตว์น้ำที่จะจับขึ้นมาได้จากบ่อ เพื่อรอการจำหน่ายหรือรอลูกค้ามารับเอาไป จำเป็นต้องให้ออกซิเจนและมีระบบถ่ายเทของเสียอย่างดีเพราะสัตว์น้ำอยู่กันอย่างหนาแน่น มากกว่าปกติ 
         ๘. บ่อเก็บกักลูกสัตว์น้ำ (stocking pond) เป็นบ่อสำหรับเก็บกักลูกสัตว์น้ำที่ได้ขนาดพอที่จะนำไปเลี้ยงในบ่อ แต่ยังต้องรอเตรียมบ่อให้เรียบร้อยเสียก่อน หรือเก็บตุนลูกสัตว์น้ำไว้สำหรับเลี้ยงในงวดต่อไปซึ่งอยู่ภายนอกฤดูเพาะพันธุ์ โดยเลี้ยงรวมกันในบ่อนี้แบบหนาแน่น เมื่อถึงกำหนดจึงจับไปปล่อยในบ่อเลี้ยงเพื่อขุนให้โตต่อไป ซึ่งเป็นการวางแผนการเลี้ยงที่ทำให้มีสัตว์น้ำขายได้ตลอดปี 
การจำแนกบ่อตามเนื้อที่ฟาร์ม 
         จำนวนบ่อในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแต่ละแห่ง มีขนาดและเนื้อที่แตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งานและทุนรอนที่จะทำ อย่างไรก็ตามภายในฟาร์มอาจแบ่งจำนวนบ่อชนิดต่างๆ ได้ตามสัดส่วน ดังนี้ 
ชนิดบ่อ
ส่วนร้อยของเนื้อที่ทั้งหมด
บ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลา๒.๕๐
บ่อพักฟื้นพ่อแม่พันธุ์ปลา๑.๗๕
บ่อเพาะพันธุ์๐.๒๕
บ่อฟัก (โรงเพาะฟัก)๐.๕๐
บ่ออนุบาลระยะ ๑ (fry)๒๔.๐๐
บ่ออนุบาลระยะ ๒ (fingerlings)๗๑.๐๐
ที่มา : ประวิทย์, ๒๕๒๒ 
         จากตัวอย่างข้างบน เป็นการจัดสัดส่วนของฟาร์มเพาะขยายพันธุ์ปลา มิได้มีการเลี้ยงปลาโตขายจึงไม่มีบ่อเลี้ยง ถ้าทำเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีการเลี้ยงปลาใหญ่ส่งตลาดสดด้วย ก็จะต้องเพิ่มบ่อเลี้ยงปลา ซึ่งจะใช้เนื้อที่อีกไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐ ของทั้งหมด 
ประเภทของบ่อจำแนกตามลักษณะของแหล่งรับน้ำ 
         ๑. บ่อแบบที่มีน้ำขึ้นน้ำลง (tidal fish farm) เป็นบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่พบตามชายฝั่งทะเลที่มีการขึ้นลงของน้ำทะเล ได้แก่ บ่อปลา บ่อกุ้งทะเล เป็นต้น การนำน้ำเข้าและออกจากบ่ออาศัยการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ 
         ๒. บ่อแบบรับน้ำซึมจากใต้ดิน (seepage - water fish farm) เป็นบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่รับน้ำที่ซึมจากแหล่งน้ำใต้ดิน เช่น บริเวณปากแม่น้ำด้านใน ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากการขึ้น - ลง ของน้ำภายนอก 
         ๓. บ่อรับน้ำจากแหล่งน้ำข้างเคียง (diverted-water fish farm) เป็นบ่อที่รับน้ำจากแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร หรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งจำเป็นจะต้องตรวจคุณสมบัติของน้ำที่นำมาใช้ให้ดี เพราะอาจมีมลพิษ เชื้อโรค และพยาธิติดตามมา ในฤดูแล้งอาจมีปัญหาด้านการขาดแคลนน้ำ 
         ๔. บ่อรับน้ำจากน้ำฝน (rain-fed fish farm) เป็นบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้น้ำจากน้ำฝน หรือน้ำท่วม บ่อแบบนี้ต้องหาทางแก้ไขน้ำล้นเวลาฝนตกหนัก และต้องคำนึงถึงอัตราการระเหยของน้ำด้วย 
         ๕. บ่อรับน้ำจากน้ำบาดาล (ground-water fish farm) เป็นบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่สูบน้ำจากน้ำบาดาลมาใช้ ต้องมีบ่อเก็บกักน้ำเพื่อปรับคุณภาพน้ำเสียก่อน เพราะมีปริมาณออกซิเจนต่ำ
ประเภทของบ่อจำแนกตามระบบน้ำ
         ๑. บ่อต่อเนื่องต่างระดับ (barrage หรือ dam ponds) เป็นบ่อที่สร้างอยู่ในบริเวณที่มีน้ำไหลผ่าน เช่น ตามที่ราบเชิงเขา โดยสร้างบ่อขึ้นมาเป็นแถวต่อลงไปเป็นทอดๆ น้ำจะไหลจากบ่อที่อยู่ระดับสูงไปหาบ่อทางด้านท้ายที่ระดับต่ำลงไปเรื่อยๆ 
         ๒. บ่อต่อเนื่องแบ่งแยก (diversion ponds) เป็นการสร้างบ่อแบบสูบน้ำหรือทำทางน้ำเข้าจากแหล่งน้ำใกล้เคียง ระบบน้ำเข้า - ออก เป็นแบบง่ายหรือซับซ้อนแล้วแต่การสร้าง ดังนี้ 
๒.๑ บ่อต่อเนื่องติดต่อกัน (linked ponds) บ่อที่สร้างเป็นแถวๆ ให้น้ำเข้าจากทางบ่อต้นๆ แล้วไหลติดต่อไปยังบ่อที่อยู่ถัดไปตามลำดับ อาจติดตั้งเครื่องสูบน้ำออกจากบ่อแต่ละบ่อแยกกันไป หรือรวมกันที่บ่อสุดท้ายเลยก็ได้ 
๒.๒ บ่อต่อเนื่องแบบขนาน (paralle ponds) เป็นระบบบ่อที่มีทางน้ำเข้าและทางน้ำออก โดยเฉพาะของแต่ละบ่อ ในทางปฏิบัติแล้ว ควรสร้างบ่แบบประยุกต์ทั้งสองแบบรวมกัน เพื่อให้น้ำสามารถเข้าออกแต่ละบ่อได้อย่างอิสระและต่อเนื่องถึงกันได้ด้วย 
         นอกจากการจำแนกลักษณะบ่อเป็นประเภทต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการจำแนกบ่ออีกหลายประเภท เช่น บ่อเลี้ยงแบบน้ำไหล (raceways) ซึ่งเป็นการสร้างบ่อเลี้ยงติดต่อกันแล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่านอย่างแรงเพื่อเพิ่มอากาศ การไหลของน้ำจะช่วยลดสิ่งขับถ่ายไปในตัวด้วย เหมาะสำหรับการอนุบาลลูกสัตว์น้ำหรือเลี้ยงปลาที่อยู่ในบริเวณที่มีน้ำไหลแรง เช่น การเลี้ยงปลาแซลมอนในต่างประเทศ โดยใช้อัตราการไหลของน้ำอย่างต่ำ ๐.๒๔-๐.๓ เมตรต่อวินาที เมื่อน้ำออกจากบ่อสุดท้ายแล้วจะนำกลับมาหมุนเวียนใช้อีกโดยเติมน้ำใหม่เข้าไปด้วยบางส่วน น้ำที่เหลือส่วนเกินทำการระบายทิ้งหรือนำไปรดต้นไม้หรือนำไปเลี้ยงสัตว์บกได้ 
ปัญหาทั่วไปในการเลือกสถานที่สร้างบ่อ 
         ทุนที่จะใช้ดำเนินการตั้งแต่เริ่มสร้างฟาร์มนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะค่าใช้จ่ายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของฟาร์มและคุณสมบัติของที่ดิน ถ้าที่ดินมีความเหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรม มีการระบายน้ำได้ อาจไม่เหมาะสมต่อการสร้างบ่อเพราะเก็บกักน้ำไม่ดี แต่อาจให้ผลดีต่อการเจริญเติบโตของปลา เพราะดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์สารทำให้เกิดอาหารธรรมชาติภายในบ่อได้มากกว่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ปัญหาอีกประการหนึ่งก็คือ การจะหาพื้นที่ดินให้ได้รูปร่างและขนดใกล้เคียงตามที่ต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางครั้งอาจจะได้ทำเลดีแต่รูปร่างของที่ดินมีหน้าแคบมากและเป็นผืนยาว ซึ่งจะมีความยากลำบากในการจัดการฟาร์ม โดยเฉพาะในบ่อปลายๆ ซึ่งอยู่ห่างจากแหล่งน้ำมาก โดยทั่วไปแล้วรูปร่างของพื้นที่ดินจะมีผลต่การออกแบบระบบ ขนาดและรูปร่างของบ่อเป็นอย่างมาก 
การสำรวจพื้นที่สร้างบ่อ 
         เมื่อตกลงใจจะสร้างบ่อแล้ว ควรดำเนินการสำรวจที่ตั้ง ศึกษาอาณาเขต ทำแผนที่ขอบเขตที่จะสร้างบ่อ สำรวจดินเพื่อหาข้อมูลในการสร้างคันดิน และแก้ไขลักษณะที่ไม่เหมาะสม ควรมีการสำรวจสภาพภูมิประเทศ ระดับพื้นดิน สภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เช่น อุณหภูมิ ความชื้น เป็นต้น นอกจากนี้ควรวางแผนออกแบบที่ตั้งของบ่อชนิดต่างๆ จำนวนบ่อ ขนาดของบ่อ โรงเพาะฟัก และการระบายน้ำด้วย เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้าง โดยเริ่มจากการถางพื้นที่ ปรับระดับก่อสร้างโครงสร้างต่างๆ ของฟาร์มตามที่ได้กำหนดจุดที่ตั้งต่างๆ ไว้แล้ว โดยทั่วไปแล้วการเขียนแปลในแผนที่ ถ้าฟาร์มมีขนาดเนื้อที่ประมาณ ๒๐๐ ไร่ อาจใช้แผนที่มาตรส่วน ๑:๑,๐๐ - ๑:๑,๕๐๐ จะทำให้ได้รายละเอียดพอสมควร 
Credit: http://www.aquatoyou.com/
loading...