ทำคอกเลี้ยงหมูให้อารมณ์ดี มีข้อดีมากมายทั้ง โตเร็ว ไม่เป็นโรค แถมลดปัญหาเรื่องกลิ่น!!

loading...

เทคนิคเลี้ยงหมูอารมณ์ดี ก่อนอื่นต้องมีการสร้างโรงเรือนหรือ (คอก) บนคันบ่อเลี้ยงปลา ด้านบนมุงหลังคาด้วยหญ้าแฝก ส่วนพื้นเทคอนกรีตแต่ทำเป็นสองระดับ คือ ระดับปกติ (น้ำไม่ท่วมขัง) กับอีกระดับหนึ่งทำให้ต่ำกว่าปกติประมาณ 1 ฟุต ผนังคอกทำด้วยอิฐบล็อกก่อเรียงกันในแนวนอนสูง 4 ก้อน ส่วนผนังคอกด้านที่ติดกับสระ(บ่อ) จะทำเป็นช่องเล็กๆ ขนาด 10 x 15 เซนติเมตร เป็นระยะๆ เพื่อให้น้ำและปลาเข้ามาในคอกได้ โดยการสร้างคอกขนาดพื้นที่ 6 x 6 เมตร จำนวน 3 คอก เลี้ยงหมูคอกละประมาณ 15 -20 ตัว
วิธีการเลี้ยงแบบง่ายๆ

ในการเลี้ยงจะเริ่มจากนำลูกหมูพันธุ์ดี อายุประมาณ 30 วัน มาเลี้ยง ให้อาหารสำเร็จรูป โดยใส่ในรางอาหารให้หมูกินตลอดเวลา ดูแลและให้อาหารเวลาเช้า เย็น ในระยะแรกจะยังไม่ให้ลูกหมูลงเล่นน้ำเนื่องจากลูกหมูยังเล็กอยู่อาจทำให้ปอดบวมได้ โดยจะใช้ไม้กั้นไว้ แต่หลังจากเลี้ยงไว้ประมาณ 45-60 วัน ก็เปิดให้ลูกหมูลงอาบน้ำได้ จนกว่าจะจับขายได้

ข้อดีของการเลี้ยงหมูน้ำ 
    1.เมื่อหมูร้อนก็จะลงเล่นน้ำ อาบน้ำอย่างสบายจากนั้นก็จะขึ้นมานอนหลับอยู่บนบก อย่างสบาย

   2.หมูจะไม่เครียด ทำให้โตเร็ว ตัวหมูก็จะสะอาดไม่เป็นโรค สุขภาพแข็งแรง ปัญหาเรื่องกลิ่นของมูลหมูก็จะหมดไป

3.นอกจากนั้นยังได้ผลพลอยได้คือ การเลี้ยงปลาโดยปลาจะเข้ามากินเศษอาหารและมูลหมูที่อยู่ในคอก

4.เกิดการถ่ายเทน้ำจากในคอกออกไปยังบ่อเลี้ยงปลา เป็นอาหารของปลา จากอดีตเคยขายได้ปีละครั้ง และจ่ายค่าอาหารปลาประมาณ 50,000 บาท แต่หลังจากเลี้ยงหมูน้ำแล้ว ไม่ได้จ่ายค่าอาหารปลาแต่อย่างใด และยังสามารถจับปลาขายได้ปีละ 2 ครั้งอีกด้วย
วิธีทำอาหารหมูที่ทำจากต้นกล้วย​

ส่วนประกอบและอุปกรณ์ 
    1. ต้นกล้วยซอยให้มีชิ้นขนาดเล็ก จำนวน 50 กิโลกรัม 
    2. น้ำตาลทราย จำนวน 2 กิโลกรัม 
    3. เกลือ 4 กำมือ 
    4. ถังสำหรับหมัก ความจุ 50 กิโลกรัม

วิธีทำ 
    1. นำต้นกล้วยที่ซอยเป็นชิ้นเล็กๆแล้ว มาใส่ในถัง จำนวน 12.5 กิโลกรัม 
    2. จากนั้นนำน้ำตาลทราย จำนวน 0.5 กิโลกรัม มาโรยบนต้นกล้วยที่ซอย 
    3. จากนั้นนำเกลือ จำนวน 1 กำมือ มาโรยทับอีกที 
    4. ทำตามขั้นตอนที่ 1 -3 จำนวน 4 ครั้งครับ 
    5. หมักไว้ประมาณ 8 วันก็สามารถนำมาให้หมูได้เลย หรือจะผสมอาหารเม็ดสำเร็จรูปก็ได้ตามต้องการ
    หลังจากครบ 7 วัน ตักหยวกหมัก มีกลิ่นหอมมาก คล้าย ๆ กลิ่นหนาง...แล้วมาคลุกกับรำและปลายข้าว ให้แม่หมูทดลองกินก่อน... มื้อละ 1 กก. วันละ 2 มื้อ ทุกตัวชอบมาก กินเกลี้ยง สังเกตุไม่มีอาการท้องเสีย แสดงว่าหมักต่อไปได้....
สูตรอาหารหมูอายุ 20 กิโลกรัม ขึ้นไป
    1. ข้าวโพดบด 20 กก.
    2. มันเส้นบด 38 กก.
    3. รำละเอียด 10 กก.
    4. กากถั่วเหลือง (44%โปรตีน) 25 กก.
    5. ปลาป่น (60%) 3.5 กก. 
    6. ไขมันสัตว์/น้ำมันพืช 1 กก.
    7. ไดแคลเซียมฟอสเฟต(P/18) 1.9 กก.
    8. เกลือป่น 0.35 กก.
    9. ไวตามินแร่ธาตุ (พรีมิกซ์) 0.25 กก.
    10. EM (ตามความเหมาะสม)
รวมเป็น 100 ส่วน
วิธีการทำ/การนำไปใช้
นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำเก็บไว้ในกระสอบ ไม่ให้มีความชื้น
การให้กิน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
หมูที่ได้รับอาหารสูตรนี้จะโตเร็ว ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงเพียง 3 เดือนได้น้ำหนักประมาณ 100-120 กิโลกรัม
สมุนไพร ที่สามารถรักษาและป้องกันไม่ให้หมูเป็นหวัดด้วยวิธีการง่าย ๆ ด้วยวิธีการดังนี้
วัสดุอุปกรณ์
1. ใบตะไคร้
วิธีการ
นำใบตะไคร้ ประมาณ 2 กำมือ มาให้หมูกินเป็นประจำ ประมาณ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยในการป้องกันและรักษาหมูเป็นหวัดได้เป็นอย่างดี
** ในช่วงที่หมูยังไม่มีอาการเป็นหวัดให้กินประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แต่ถ้าหมูเกิดมีอาการป่วย เป็ดหวัดอยู่ ต้องนำมาให้หมูกินเป็นประจำทุกวันจนกว่าหมูจะหายจากอาการป่วย
    อาหาร สุกร จริง ๆ แล้วผู้ที่เลี้ยงสุกรส่วนใหญ่มักจะประยุกต์ใช้จากหลาย ๆ สูตร ซึ่งแล้วแต่ว่าวัตถุดิบในพื้นที่ของตนมีอะไรบ้าง จึงอยากให้ลองทำสูตรนี้ดูเพราะทำง่าย วัตถุดิบก็หาง่ายเช่นเดียวกัน
อาหารสุกรประหยัดต้นทุน

วัสดุอุปกรณ์
    1. อาหารหมู 5 ถ้วย
    2. รำอ่อน 2 ถ้วย
    3. ปลายข้าว (ไม่ต้ม) 2 ถ้วย
    4. ปลายข้าว 1 ถ้วย (นำไปต้ม)
    5. เกลือป่น 1 ถุงเล็ก

วิธีการทำ
    1. นำปลายข้าวที่ได้ 1 ถ้วยตวง ไปต้มให้สุก
    2. นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วก็สามารถนำไปเลี้ยงหมูได้เลย

วิธีการใช้
    นำส่วนผสมที่ได้ไปเลี้ยงหมูได้เลย ซึงอัตราส่วนดังกล่าวข้างต้น สามารถนำไปเลี้ยงหมูได้ 9 ตัว ต่อ 1 มื้อ (หมูขนาด 15 – 30 กิโลกรัม)
    หรืออีกวิธีหนึ่งง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย นั่นก็คือ เอาต้นกล้วยมาสับละเอียดหรือตำให้ละเอียดก็ได้ แล้วคลุกเคล้าก้บเศษอาหารที่ทานเหลือ ๆ จากครัวเรือนแล้วให้สุกรกิน แค่นี้ก้ได้แล้วค่ะ เพียงแต่ต้องระวังก้างปลานิดนึงนะคะอันตรายค่ะ กลัวไปติดคอเอา ลองทำดู
ขอขอบคุณที่มาจาก : ศูนย์รวมความรู้การเกษตร , http://kaijeaw.com