ระบบน้ำที่เหมาะสมสำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้น

loading...

ระบบน้ำ มินิสปริงเกลอร์ vs ระบบน้ำ ไมโครสเปรย์ vs ระบบน้ำ น้ำหยดนั้น มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป เหมาะสำหรับงานแต่ละประเภท บทความนี้จะอธิบาย ข้อดี vs ข้อเสีย ของ ระบบน้ำ และเเบบไหนที่เหมาะกับไร่ สวน นา ของเเต่ละท่าน พร้อมเสนอ ข้อแนะนำที่เหมาะสม สำหรับระบบน้ำในสวนผลไม้ และ ระบบนำ้ประเภทต่างๆ ไม้ผล ไม้ยืนต้น ควรเป็นพืชตามระยะปลูกที่แน่นอน และปลูกเป็นระเบียบ ในอดีตการให้น้ำไม้ผล ไม้ยืนต้น ใช้วิธีการทำดินล้อมรอบโคนต้น และปล่อยน้ำทางผิวดินไหลเข้าท่วมขังและซึมลงดินเอง หรือสายยางปล่อยน้ำลงในดิน แต่ปัจจุบันมีระบบให้น้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยการให้น้ำทางท่อ และปล่อยน้ำกระจายออกที่บริเวณโคนต้นด้วยหัวมินิสปริงเกลอร์ หรือเรียกว่า หัวเหวี่ยงขนาดเล็ก

ระบบน้ำที่เหมาะสมสำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้น




ระบบการให้น้ำสำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้น ที่มีประสิทธิภาพ คือ ให้น้ำแบบเฉพาะจุดบริเวณรากพืชโดยตรง น้ำจะถูกปล่อยจากหัวปล่อยน้ำสู่ดินให้ซึมลงไปในดินบริเวณเขตรากพืช ระบบนี้เป็นระบบที่ประหยัดน้ำได้อย่างแท้จริง เนื่องจากเกิดการสูญเสียน้ำน้อยมาก และแรงดันที่ใช้กับระบบประมาณ 5 – 20 เมตร ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านต้นกำลังสูบน้ำ มี 3 ระบบ คือ ระบบมินิสปริงเกลอร์ ระบบไมโครสเปรย์ และ ระบบน้ำหยด

  • สปริงเกอร์ มินิสปริงเกลอร์ (Mini Sprinkler) มินิสปริงเกลอร์ (Mini Sprinkler)


เป็นระบบที่ใช้แรงดัน 10–20 เมตร และมีอัตราการไหลของหัวปล่อยน้ำ 20 – 300 ลิตร ต่อชั่วโมง ระบบนี้เหมาะกับสภาพแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำจำกัด คุณภาพน้ำค่อนข้างดี รูปล่อยน้ำมีขนาดเล็ก ต้องการระบบการกรองที่ดี เพื่อไม่ให้เกิดการอุดตัน ผู้ใช้ต้องมีความละเอียดในการตรวจสอบและล้างกรองอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แรงดันที่ต้องใช้ในระบบปานกลาง การลงทุนด้านเครื่องสูบน้ำ และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานน้อยกว่าระบบสปริงเกลอร์
  • เหมาะสำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้น: ที่มีระยะปลูกตั้งแต่ 5 เมตรขึ้นไป เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น ระยะปลูก 5 x 5, 6 x 6, 8 x 8 เมตรสามารถวางท่อย่อยตามแถวของไม้ผลทุกแถว และติดตั้งหัวมินิสปริงเกลอร์ต้นละ 1 – 2 หัว ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย มะม่วง ส้มโอ
  • ข้อดี: มีใบหมุนช่วยกระจายน้ำเป็นวงกว้าง ใช้กับต้นไม้ใหญ่ได้
  • ข้อจำกัด:  ต้องใช้เครื่องกรองละเอียดปานกลาง 40-120 เมช (mesh) และล้างไส้กรองทุกวันถ้าใบหมุนชำรุดจะใช้งานไม่ได้

  • ระบบนำ้ไมโครสเปรย์ ( Micro Spray ) และ เจ็ท ( Jet )




เป็นระบบที่ใช้แรงดัน 10 – 15 เมตร และอัตราการไหลของหัวปล่อยน้ำ 10 – 200 ลิตร/ ชั่วโมง ระบบนี้เหมาะกับสภาพแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำจำกัด คุณภาพน้ำค่อนข้างดี รูปล่อยน้ำมีขนาดเล็ก ต้องการระบบการกรองที่ดีเพื่อไม่ให้เกิดการอุดตัน ผู้ใช้ต้องมีความละเอียดในการตรวจสอบและล้างกรองอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แรงดันที่ต้องใช้ในระบบปานกลาง การลงทุนด้านเครื่องสูบน้ำ และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานน้อยกว่าระบบสปริงเกลอร์
  • เหมาะสำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้น: ที่มีระยะปลูกไม่เกิน 5 เมตร เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น ระยะปลูก 4 x 4 เมตรสามารถวางท่อย่อยตามแถวของไม้ผลทุกแถว และติดตั้งหัวสเปรย์และเจ็ทต้นละ 1 – 2 หัว ได้แก่ มะม่วง ส้ม องุ่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน
  • ข้อดี: เป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวลดปัญหาการสึกหรอ ใช้งานได้นาน
  • ข้อจำกัด: สูญเสียน้ำจากการกระจายไปตามลมบ้าง ต้องใช้เครื่องกรองละเอียดค่อนข้างมาก 80–120 เมช ( mesh ) และล้างไส้กรองทุกวัน

  • ระบบนำ้หยด (Drip Irrigation System)


ใช้แรงดัน 5 – 10 เมตร และอัตราการไหลของหัวปล่อยน้ำ 2 – 8 ลิตร/ ชั่วโมง ปล่อยน้ำจากหัวปล่อยน้ำสู่ดินโดยตรง แล้วซึมผ่านดินไปในบริเวณเขตรากพืชด้วยแรงดูดซับของดิน ระบบน้ำหยด เหมาะกับสภาพแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำจำกัด คุณภาพน้ำดี รูปล่อยน้ำมีขนาดเล็กมาก น้ำต้องผ่านการกรองที่ดี เพื่อไม่ให้เกิดการอุดตัน  แรงดันที่ต้องใช้ในระบบค่อนข้างต่ำ ทำให้การลงทุนด้านเครื่องสูบน้ำ และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานน้อยที่สุด หยดได้ตรงจุดกว่า
  • เหมาะสำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้น : ที่มีระยะปลูกเป็นแถวระยะชิด เช่น 2 x 5, 3 x 7 เมตร วางท่อย่อย 1 – 2 เส้น ตามแถวของไม้ผลทุกแถว และติดตั้งหัวน้ำหยดต้นละ 2–8 หัว ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน องุ่น ส้ม กล้วย
  • ข้อดี :  ประหยัดน้ำ และใช้พลังงานน้อยที่สุด
  • ข้อจำกัด : อุดตันง่าย ต้องใช้เครื่องกรองละเอียดมาก 140 เมช (mesh) ต้องตรวจสอบและล้างไส้กรองทุกวันการวางบนพื้นดินทำให้ตรวจสอบยาก เมื่อพบการอุดตัน พืชอาจเกิดความเสียหาย
จะเห็นได้ว่าระบบน้ำที่ใช้กันนั้น จะใช้เพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับงบประมาณและผลผลิตที่เราปลูก ระบบน้ำหยดระบบ A อาจไม่เหมาะกับพืชชนิด B  ขึ้นอยู่กับว่าเราปลูกอะไร และเราดัดแปลงระบบน้ำชนิดนั้นๆให้ตอบโจทย์กับผลผลิตที่เราปลูก

ที่มา : กรมวิชาการเกษตร , https://www.svgroup.co.th